Saturday, May 28, 2011

ระบอบการปกครอง

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 

1.  วิวัฒนาการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 
มีวิวัฒนาการมาจากการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรงในนครรัฐเอเธนส์ของประเทศกรีกโบราณ ซึ่งในระยะต่อมาระบอบการปกครองนี้ได้สลายตัวในนครรัฐเอเธนส์ และมาเจริญเติบโตในประเทศอังกฤษ จนกระทั่งกลายเป็นประเทศแม่บทแห่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน

2.  ความหมายของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยหมายถึงระบอบการปกครอง ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ โดยอาศัยหลักการของการแบ่งอำนาจ และหลักการที่ว่าด้วย “ความถูกต้องแห่งกฎหมาย

3.  องค์ประกอบของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย   
องค์ประกอบของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้แก่การเลือกตั้งหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักการว่าด้วยความถูกต้องแห่งกฎหมาย

4.  รูปแบบของรัฐบาลในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย            
1) แบบรัฐสภา คือระบอบการปกครองที่อำนาจขององค์กรฝ่ายบริหารและ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติทัดเทียมกันหรือใกล้เคียงกัน องค์กรทั้งสองต่างควบคุมซึ่งกันและกันและมีการประสานงานในการดำเนินการต่อกัน ระบอบการปกครองแบบรัฐสภานี้ องค์กรฝ่ายบริหารจะแบ่งเป็นสององค์กรคือ ประมุขของรัฐซึ่งเป็นกษัตริย์ที่สืบสันติวงศ์ต่อทอดกันมา หรือประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานของรัฐ
        2)  แบบประธานาธิบดี  เลือดตั้งทางอ้อมจากผู้คัดเลือกประธานาธิบดี  ประธานาธิบดี เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐ  และเป็นหัวหน้ารัฐบาล  ฝ่ายบริหารไม่ได้แบ่งเป็น  2  องค์กรอย่างเช่น ระบบรัฐสภา
       3)  แบบกึ่งประธานาธิบดี  เป็นการเลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชน


ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ  

1.  ความหมายของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ
ความหมายเป็นสองนัย ประการแรก เป็นระบอบการปกครองชั่วคราวที่มีวัตถุประสงค์ชั่วคราวเพื่อปกปักษ์รักษาระบอบการปกครองเดิมของสังคม ประการที่สอง เป็นระบอบการปกครองที่อำนาจปกครองของรัฐบาลมิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2.  ระบบการปกครองแบบเผด็จการที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ระบบการปกครองแบบเผด็จการเกิดขึ้นเมื่อสังคมของประเทศเกิดวิกฤติการณ์ร้างแรง ซึ่งอาจเป็นวิกฤติการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยและมีความร้ายแรงมากน้อยต่างกัน ในบางครั้งความร้ายแรงแห่งวิกฤติการณ์ทางสังคมอาจถึงขั้นที่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างของสังคม หรืออาจเป็นวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวกับกับความชอบธรรมแห่งอำนาจปกครองที่ขึ้นอยู่กับความเห็นพ้องต้องกันของประชาชนในประเทศ
วิธีการที่ทำให้ประชาชนยอมรับอำนาจปกครองแบบเผด็จการวิธีหนึ่งคือ การปราบปราม ผู้ซึ่งโต้แย้ง คัดค้านระบบการปกครองแบบเผด็จการ โดยการจับกุมคุมขัง การส่งตัวไปกักกันในค่าย การทรมานและการประหารชีวิต สำหรับกลไกที่ใช้ในการปราบปราม ได้แก่ กฎหมาย ตำรวจและศาล ซึ่งจะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยไม่ว่าในระบบการปกครองแบบใด แต่กลไกที่จะใช้ในการปราบปรามที่จะให้ได้ผลเด็ดขาด คือตำรวจลับ ซึ่งมีอำนาจจับกุม คุมขัง และทรมานตลอดจนกระทั่งประหารชีวิตประชาชนที่สงสัยว่าเป็นปรปักษ์ต่อระบบเผด็จการโดยไม่มีกระบวนการพิจารณา เช่น คดีตามปกติ

3.  ระบบการปกครองแบบเผด็จการที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
ประเทศสังคมนิยมนั้นยึดถือโครงสร้างในการผลิตเป็นพื้นฐานสำคัญทางสังคม โดยถือว่า เครื่องมือในการผลิตเป็นของส่วนรวมหมายถึงอาจเป็นของรัฐ เป็นขององค์กรส่วนท้องถิ่น หรือเป็นของสหกรณ์นอกจากนี้ยังยึดถืออุดมการณ์เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในระบบสังคมนิยมเพราะอุดมการณ์เป็นความนึกคิดที่มีเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงสร้างในการผลิต อย่างไรก็ดีประเทศสังคมนิยมยอมรับอิทธิพลของอุดมการณ์อย่างอื่นด้วย เช่น อุดมการณ์แบบธรรมเนียมประเพณีและอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นต้น
             การใช้อำนาจเผด็จการแบบปฏิวัติมีลักษณะเฉพาะสองประการคือ
(1)       เป็นการใช้อำนาจเผด็จการแบบชั่วคราวที่คณะปฏิวัติจะทำหน้าที่เสมือนหนึ่งผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลอนุบาลระบบการปกครองที่จัดตั้งขึ้น
(2)       เป็นเผด็จการที่มุ่งหมายกล่อมเกลา เปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เสรีภาพและการดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ต้องใช้อำนาจเผด็จการ เผด็จการปฏิวัติจะใช้วิธีการสองอย่างควบคู่กันไปคือ การลงโทษและการโฆษณาชวนเชื่อ

4.  รัฐธรรมนูญของประเทศเผด็จการสังคมนิยม
ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญของประเทศเผด็จการสังคมนิยมลักษณะหนึ่งก็คือ การเลือกตั้งแบบหยั่งเสียง รัฐกำหนดให้มีการเลือกตั้งทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้อำนาจปกครองท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภาและประธานาธิบดี แทนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครหนึ่งในบรรดาผู้สมัครเลือกตั้งหลายคน แต่กลับมีสิทธิเพียงการให้การรับรองหรือไม่รับรองเห็นชอบผู้สมัครรับเลือกตั้งคนเดียว ดังนั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทางการเมืองจึงมีข้อจำกัด กล่าวได้ว่าไม่มีการแข่งขันกันในทางการเมืองขณะที่มีการเลือกตั้ง


No comments:

Post a Comment